SEO On-page คืออะไร แล้วสำคัญอย่างไรกับการทำ SEO

On-page

On-page Optimization สำคัญอย่างไรกับการทำ SEO

ใจความสำคัญของการทำ On-page SEO คือ ในมุมของผู้ใช้งานที่ค้นหาอะไรก็เจอได้ง่ายและสิ่งที่เจอก็น่าพึงพอใจ และในมุมของ Search Bot ที่หาสิ่งที่คนต้องการได้ง่ายและสิ่งที่นำเสนอสามารถมอบความพึงพอใจให้กับคนได้ ซึ่งประโยชน์ทั้งสองทางนี้ คือ ปัจจัยที่ส่งให้เว็บเพจทำอันดับได้สูงขึ้น

ประโยชน์ของ On-page SEO ในมุมของ ‘คน’ หรือผู้ใช้งาน

คนเราค้นหาบน Google ก็เพื่อจะค้นหา ‘คำตอบ’ 

การทำ On-page SEO ที่ดีนั้น จะช่วยทำให้ผู้เสิร์ชหาคำตอบได้เร็วขึ้น เริ่มตั้งแต่การตั้งชื่อเว็บเพจหรือชื่อบทความ (SEO Title) การให้คำอธิบายเว็บเพจ (Meta Description คำอธิบายหน้าเว็บใต้ลิงก์ในหน้าเสิร์ช) จะทำให้ผู้เสิร์ชรู้ว่าเว็บเพจนั้นๆ “น่าจะ” มีคำตอบที่ตามหาอยู่หรือเปล่า –บอกความเกี่ยวข้อง

ส่วนเนื้อหาของเว็บเพจนั้นๆ เช่น ข้อความ รูปภาพ วิดีโอ เป็นต้น ก็เปรียบเสมือนคำตอบที่เว็บเพจตอบผู้คน ซึ่งจะใช้คำตอบที่เขาหาหรือเปล่าหรือคำตอบที่ให้จะมอบคุณค่าให้เขาได้มากเพียงไร ก็ขึ้นอยู่กับ ‘คุณภาพ’ ของเนื้อหา

On-page SEO ในมุมการทำงานของ Search Algorithm

Google มองหาความเกี่ยวข้อง (Relevance) และคุณภาพ (Quality) เป็นสำคัญเพื่อคัดเลือกเว็บเพจที่ตอบคำถามให้กับผู้คนได้ดีหรือน่าพึงพอใจที่สุด

การปรับแต่งเว็บเพจให้มีความเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Keyword ที่ตรงกับสิ่งที่คนเสิร์ชเข้ามา ในจุดต่างๆ บนหน้าเพจ ในลิงก์ URL บน Snippet บนหน้าเสิร์ช (ส่วนชื่อเว็บ คำอธิบายเว็บ และลิงก์ที่ปรากฏบนหน้าเสิร์ช) หรือตรงส่วนประกอบอื่นๆ ที่ Search bot จะค้นหาเจอและเข้าใจได้ง่าย 

นอกจากนี้ ยังรวมถึงคุณภาพและรูปแบบที่นำเสนอคอนเทนต์และหน้าเว็บที่เป็นมิตรต่อการใช้งานหรือการอ่านเนื้อหาของผู้ใช้งาน ก็เป็นอีกสิ่งส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้ใช้งานเว็บไซต์ ซึ่ง Search bot จะตีความจากตัวชี้วัดต่างๆ เช่น ระยะเวลาที่ใช้บนหน้าเพจ จำนวนหน้าที่ไปต่อในเว็บโดเมนเดียวกัน (Session) เป็นต้น (วนกลับไปที่ประโยชย์ของผู้ใช้งาน)

วิธีทำ On-page SEO พื้นฐาน

1) แก้ไข Broken Internal Link

หนึ่งในเกณฑ์การให้คะแนน SEO ที่ดีคือประสบการณ์ที่ดีของผู้ใช้งานเว็บไซต์ เราจึงต้องตรวจสอบลิงก์ต่างๆ ที่ใส่ไว้ในเว็บไซต์ว่ามีลิงก์ไหนที่ไม่สามารถเข้าไปถึงหน้าเว็บเพจที่เราต้องการได้ ถ้าพบแล้ว ควรรีบเอาออกหรือทำการแก้ไขให้ถูกต้อง 

ไม่เช่นนั้น นอกจากคะแนน SEO ของคุณจะลดลงแล้ว ผู้ใช้งานเว็บไซต์อาจจะเกิดความกังวลและไม่กลับเข้ามาใช้งานเว็บไซต์ของเราอีกเลย

2) ถ้ามีเว็บเพจย้ายไปที่ใหม่ ให้ Redirect

สืบเนื่องจากข้อที่แล้ว ถ้ามีการเปลี่ยนหรือย้ายเว็บเพจ อย่าลืมทำการ Redirect จากเว็บเพจเก่าไปยังเว็บเพจใหม่ให้เรียบร้อย หากมีใครคลิกลิงก์เก่าเข้ามา ระบบจะได้พาไปยังหน้าใหม่อย่างราบรื่น

3) ควรมี Internal Links ไปหน้าอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่เกิน 60 ลิงก์

การที่คุณใส่ลิงก์ของเว็บเพจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเว็บเพจนั้นๆ ไว้ จะช่วยให้ Google เข้าใจความเกี่ยวข้องของเนื้อหาในแต่ละเว็บเพจของเราได้ดียิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ไม่ควรจะมีเว็บเพจหน้าไหนบนเว็บของคุณที่มี Internal Links ไปหน้าอื่นๆ เกิน 60 ลิงก์

4) Navigator ยิ่งน้อยยิ่งดี

หลายคนอาจไม่รู้ว่า การทำงานของ Bot นั้นไม่เหมือนกับคน ปกติแล้วเวลาเราคลิกเข้ามาในเว็บไซต์ใดเว็บหนึ่ง สิ่งที่เราทำคือการกวาดตาอย่างรวดเร็ว หรือถ้าเป็นเว็บที่เราเข้าบ่อยๆ และคุ้นเคย เราก็จะพุ่งเป้าไปที่เนื้อหาที่เราต้องการทันที

แต่สำหรับ Bot แล้ว ทุกอย่างต้องทำตามขั้นตอน มันจะทำงานเป็นระบบเหมือนทหาร โดยเดินสำรวจทุกองค์ประกอบที่อยู่ในเว็บเพจ ไล่จากส่วนบนสุดลงมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ Domain Name, URL, Meta Tag, แบนเนอร์โฆษณา

ไปจนถึงเมนูเว็บหรือ Navigator จำนวนนับสิบปุ่ม ซึ่งหลายเว็บไซต์มักจะรวมข้อมูลทุกอย่างไว้ แถมยังแบ่งเป็นเมนูย่อยอีกหลายชั้น แต่หารู้ไม่ว่าองค์ประกอบเหล่านี้คอยขัดขวางให้ Bot เจอกับ Body Content ซึ่งเป็นเนื้อหาสาระสำคัญช้าลง

วิธีนี้ยังจะช่วยให้เว็บไซต์น่าดึงดูดมากขึ้นสำหรับผู้ใช้งานด้วย เพราะคัดเฉพาะเมนูสำคัญๆ ขึ้นมาวางให้หาเจอง่าย สบายตา

5) ตั้งชื่อไฟล์ให้ครบ

เวลาอัพโหลดไฟล์ขึ้นบนเว็บไซต์ แอดมินหลังบ้านหลายคนอาจจะคำนึงถึงเฉพาะความสมบูรณ์ของเนื้อหาที่อัพโหลดขึ้นไปเท่านั้น จึงเป็นการทิ้งโอกาสทำคะแนน SEO กับ Google ไปเพียงเพราะไม่ได้ตั้งชื่อไฟล์ใหม่

การทำ SEO ของไฟล์ด้วยการตั้งเป็น Keyword สั้นๆ ประมาณ 2-4 คำ พอให้ Bot เข้าใจว่าไฟล์ของคุณมีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรบ้าง แทนการใช้สัญลักษณ์หรือตัวเลขที่ไม่มีความหมายอะไรเลย เพื่อให้ Google เข้าใจเนื้อหาบนไฟล์และเว็บไซต์ของคุณได้มากขึ้น

6) รูปก็ต้องมีชื่อ: Image Title และ Image Alt Text 

Google Bot ยังอ่านรูปภาพได้ไม่เก่งเท่ากับมนุษย์ เราจึงต้องเป็นผู้ช่วยอ่านภาพให้กับ Bot สักหน่อย

การทำ SEO บทรูปภาพเริ่มต้นจากชื่อไฟล์ภาพ (Image title) ถ้าคุณอยากให้ Google เข้าใจว่ารูปภาพของคุณกำลังสื่อสารเรื่องอะไรอยู่ พยายามใช้ Keyword ในการตั้งชื่อไฟล์ภาพของคุณแทนกลุ่มตัวอักษรหรือตัวเลขที่ไร้ความหมาย 

Yoast SEO (เครื่องมือช่วยทำ SEO) ยกตัวอย่างว่าถ้าคุณต้องการแสดงรูปภาพพระอาทิตย์ขึ้นบน มหาวิหารนอร์เทอดาม (Notre Dame Cathedral) ชื่อไฟล์ไม่ควรเป็น DSC4536.jpg (แบบพวกไฟล์ที่มาจากหลังกล้อง) แต่ควรตั้งเป็น notre-dame-paris-sunrise.jpg. เนื่องจากพระเอกหลักของภาพคือวิหารนอร์เทอดาม จึงควรเป็นคำเริ่มต้นในการตั้งชื่อไฟล์

ส่วนคำอธิบายเกี่ยวกับรูปภาพ (Image Alt Text) มักจะปรากฏขึ้นเมื่อรูปดาวน์โหลดไม่ขึ้น  แต่มีผลกับการค้นหาด้วยรูปภาพและ SEO โดยตรง เพราะ Google จะทำความเเข้าใจเว็บไซต์เราจากจุดนี้เช่นเดียวกัน 

7) URL เป็นมิตร

URL ก็เปรียบเหมือนป้ายบอกทาง ถ้าคุณเปิดโรงแรมชั้นเยี่ยม แต่ถนนที่จะนำเข้าสู่โรงแรมเป็นถนนลูกรังขรุขระ แถมป้ายบอกทางในโรงแรมก็มั่วไปหมด ถึงแม้โรงแรมจะสวยแค่ไหน แต่องค์ประกอบอื่นๆ เหล่านี้ ก็แสดงให้เห็นความไม่เป็นมืออาชีพของคุณ

ดังนั้น แทนที่จะปล่อยให้เป็น URL เว็บเพจเป็นตัวอักษรต่างดาวยืดยาวและไม่มีความหมาย ก็ควรปรับเป็นคีย์เวิร์ดของหน้านั้นๆ เสีย เพื่อประโยชน์ทาง SEO และภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาลูกค้าของคุณเอง รับทำ SEO

Related Posts

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *